เปิดเมนูหลัก

ไร้สาระนุกรม β

เจ้าหญิงชาเย็นกะเจ้าชายโอเลี้ยง

เจ้าหญิงชาเย็นกะเจ้าชายโอเลี้ยง(เกาเหลา: 궁 [กูง หรือ กูงง]; อังกุด: Princess Hours [ปิ้นเส็จ หาวเอ๋อ]) เป็นละครเกาหลีที่เรตติ้วโคตรจะดังในประเทศเกาเหลาใต้ มาในเมืองไทย พวกคุณหนูไฮโซ ก็ชอบกันเป็นแถว มาฉายครั้งแรกในปี พ.ศ.2549 ต่อมาเมื่อภาคแรกจบ ก็มีการฉายภาคต่อไปในปีต่อมา ชื่อว่า รักวุ่นวายของเจ้าความไข่หล่น มีชื่อในภาษาเกาเหลาอีกว่า กูง เอ็ด แต่ในไทย ก็ได้เอาภาคแรกมาฉายอีกในเดือนมีนาปี51(ช่อง7หัวควยทำคนให้ไม่รักชาติ) เนื้อเรื่องทั่วไป เกี่ยวกับประเทศเกาเหลาที่ยังมีกษัตริย์ปกครองอยู่ กสัดองค์ปัจจุบันกำลังจะตาย เลยต้องให้เจ้าชายลีชิน ผู้ไร้ความรู้สึกรีบแต่งงานกับนักเรียนม.ปลายจอมแอ๊บแบ๊วที่ชื่อว่า ชินแชกินยอง ทำให้เด็กบ้าไร้สามาญสำนึกอย่างแชกินยอง ได้รับรู้ถึงวัฒนธรรม ธรรมเนียมในวัง และก็ทำให้ราชสำนักเสื่อมเสีย(เป็นผู้หญิงต่ำช้าสุดๆ) กับอีกคู่หนึ่งคือ เจ้าชายยูลและมินฮโยริน คู่นี้ดี สุภาพ แต่ไปมาๆ เราได้รู้ว่า ทั้งคู่แรกและคู่หลัง ตัวชายชอบกินโอเลี้ยง ตัวหญิงชอบกินชาเย็น

ชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงไก่และลารวมกันไว้หลังบ้าน วันหนึ่งสิงโตสิงโตเดินผ่านมาก็อยากจะจับลากินเป็นอาหาร ขณะที่มันซึ่มดูลาอยู่นั้น เจ้าไก่ก็ส่งเลี้ยงร้องขึ้นมา ด้วยความที่สิงโตไม่เคยได้ยินเสียงไก่ขันมาก่อนจึงตกใจและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเจ้าลาเมื่อเห็นสิงโตวิ่งหนีไปก็นึกว่าเจ้าสิงโตเกิดกลัวขึ้นมา ด้วยความลำพองใจมันจึงรีบวิ่งตามสิงโตไปทันที ฝ่ายสิงโตเมื่อวิ่งไปได้สักครู่ก็หันหลับมามอง เห็นว่าเจ้าลาวิ่งตามมาถึงที่ก็ดีใจ มันจึงกระโจนเข้าขย้ำลาและกินเป็นอาหารตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

ณ สวนแห่งหนึ่ง มีดอกบานไม่รู้โรยและดอกกุหลาบปลูกอยู่ติดๆ กัน ดอกบานไม่รู้โรยกล่าวชมดอกกุหลาบว่า "เจ้าเป็นดอกไม้ที่สวยงามมาก ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมนุษย์ทั้งหลายถึงชอบเจ้า ข้าอิจฉาในความงามของเจ้าเหลือเกิน" ดอกกุหลาบได้ยินเช่นนั้นก็ตอบดอกบานไม่รู้โรยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า "ความงามของฉันมันเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น อีกไม่นานกลีบก็จะเหี่ยวเฉาและร่วงลงสู่ดินไปในที่สุด แต่เจ้าสิ ยังคงสีสันสดใสอยู่เสมอแม้จะถูกเด็ดไปก็ตาม"

วันหนึ่ง นกยูงตัวหนึ่งเดินมาอวดหางอันแสนสวยของมันกับนกกระเรียน และพูดจาเยาะเย้ยนกกระเรียนว่า "หางของข้ามีสีสันสวยงามมากเลยนะ เห็นไหม เจ้านกกระเรียน แล้วดูหางของเจ้าสิ มีแต่สีขี้เถ้าไม่เห็นจะน่ามองเลยสักนิด" นกกระเรียนจึงตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจว่า "ก็จริงอยู่ แต่ข้าบินสูงบนท้องฟ้าได้นะ ในขณะที่เจ้าทำได้แค่เพียงเดินอวดหางที่เจ้าคิดว่ามันสวยงาม อยู่บนพื้นดินเท่านั้นเอง"

ณ ริมฝั่งแม่น้ำ มีหม้อสองใบถูกนำมาวางทิ้งไว้ ใบหนึ่งทำจากทองเหลือง ส่วนอีกใบทำจากดินเผา เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น หม้อทั้งสองใบก็ถูกพัดให้ลอยไปตามกระแสน้ำ ตอนนี้เองหม้อดินเผาได้พยายามที่จะรักษาระยะห่างจากหม้อทองเหลืองอย่างเต็มที่ แม้ว่าหม้อทองเหลืองจะร้องตะโกนว่า “ไม่ต้องกลัวหรอกเพื่อนเอ๋ย ข้าจะไม่ชนเจ้าหรอก” หม้อดินเผา ขอร้องว่า "ได้โปรด อย่าเข้ามาใกล้ข้ามากกว่านี้เลย ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้ หากเจ้าชนข้าเพียงครั้งเดียว"

กระต่ายผอมกระหร่องตัวหนึ่ง เดินหิวโซหาอาหารเรื่อยมาจนถึงยุ้ง* เก็บข่าวโพดของชาวไร่แห่งหนึ่ง กระต่ายเห็นรูที่พวกหนู เจาะยุ้งเอาไว้จึงมุดรอดรูเข้าไปกินข้าวโพดในยุ้งจนอิ่มแปล้และใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อยู่ในยุ้งนานหลายวันจนตัวอ้วนพี อยู่มาวันหนึ่ง กระต่ายเงี่ยหูฟังได้ยินชาวไร่คุยกันว่าจะนำข้าวโพดไปขายก็ตกใจกลัวถูกจับได้ วิ่งลนลานหาทางออกจากยุ้ง " ตายล่ะ! รูที่นี่มุดเข้าออกตรงไหนนะ? ทำไมมีแต่รูเล็ก ๆ ล่ะ " พวกหนูเห็นเข้าก็พากันหัวเราะลั่นพูดว่า " โธ่เอ๊ย! เจ้ากระต่ายจำไม่ได่หรือไงว่าเจ้าลอดเข้ามาทางรูเล็กเล็ก ๆ คงต้องรอให้เจ้าผอมเสียก่อนจึงจะกลับออกไปได้ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า "

ครั้งหนึ่ง มีกบสองตัวเป็นเพื่อนกันกบตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบึงซึ่งมีน้ำเต็มปรี่ตลอดปีและมีเพื่อนพ้องกบอีกหลายตัว ส่วนกบอีกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในลำห้วยเล็ก ๆ เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำก็แห้งขอด ชาวไร่มักใช้เป็นเส้นทางลากเกวียน เจ้ากบจึงมีเพียงน้ำที่ขังในรอยเกวียนเป็นเแอ่งน้ำเล็ก ๆ ให้อยู่อาศัยเท่านั้น กบในบึงจึงเอ่ยชวนว่า " เพื่อนรัก เจ้ามาอยู่ในบึงกับข้าเถอะ น้ำใสเย็นและปลอดภัยกว่าแอ่งน้ำที่เจ้าอยู่ตั้งมากมาย " แต่กบในลำห้วยกลับปฏิเสธ " ข้าไม่ไปหรอก ขี้เกียจย้ายที่อยู่บ่อย ๆ เดี๋ยวพอถึงหน้าฝนก็มีน้ำเต็มห้วยเองน่ะแหละ " ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่เจ้ากบในลำห้วยกำลังเล่นน้ำอยู่ในรอยเกวียน ชาวไร่ก็ขับเกวียนลงร่องทางเดิม เจ้ากบโชคร้าย จึงถูกล้อเกวียนบดทับจนท้องแตกตายในที่สุด

เหม่อมองบนฟ้าไกล อยู่ในเจ้า บขส. นั่งเหม่อชะเง้อรอ ว่าใครจะพอกรุณามานั่งกับฉัน

คนไปเป็นร้อยคน ช่างไร้เหตุผลจริงๆ ที่เราเจอกัน หากว่าเธอไม่ว่าอะไร อยากถามให้ได้ ให้หายคาใจของฉัน

  • ตกลงเธอคนพิจิตรใช่ไหม ส่วนฉันนครสวรรค์

ตกลงว่าไปด้วยกันใช่ไหม อย่างนั้นขอได้หรือไม่ อยากจะเป็นเพื่อนคุยข้างๆ นั่งไปด้วยกัน เนิ่นนานถึงจนปลายทาง โอ้วโอว ฉันขอได้ไหม

บ้านเกิดยังแสนไกล และเธอก็เป็นเหมือนฉัน จากถิ่นเดิมพื้นดิน ที่คุ้นที่ชินมาหากินในเมืองสวรรค์

คนไทยเป็นล้านคน ช่างไร้เหตุผลจริงๆ ที่เราเจอกัน หากว่าเธอไม่ว่าอะไร อยากขอให้ได้ ให้ฉันไปไกลกว่านั้น

  • ตกลงเธอคนพิจิตรใช่ไหม ส่วนฉันนครสวรรค์

ตกลงบ้านเราใกล้กันใช่ไหม อย่างนั้นขอได้หรือไม่ เก็บเบอร์เอาไว้ตอนว่างๆ กดมาแล้วกัน ไม่นานฉันคงโทรไป โอ้วโอว ฉันขอได้ไหม

เวลาเรามีน้อยไป แล้วพอสุดสายสุดท้ายก็แค่ฝัน หากว่าเธอไม่ว่าอะไร อยากรู้ให้ได้ ว่าคิดยังไงกับฉัน

  • ตกลงเธอคนพิจิตรใช่ไหม ส่วนฉันนครสวรรค์

ตกลงว่าเธอชอบกันบ้างไหม ให้คบเธอได้หรือไม่ อยากจะไปนั่งคุยที่บ้าน ได้กินข้าวกัน ให้ความสัมพันธ์บานปลาย โอ้วโอว ฉันขอได้ไหม

โอ้ว โอว ฉันขอได้ไหม

โครง บทความนี้ยังเป็นโครง คุณสามารถช่วยไร้สาระนุกรมได้โดยเพิ่มข้อมูล